ชมรมส่งเสริมเกษตรชีวภาพ

เปิดใจ ‘มนุษย์เงินเดือน’ พลิกชีวิตเป็น ‘เกษตรกรรุ่นใหม่’

บทความคัดพิเศษ
฿0.00
เปิดชีวิตเกษตรกรรุ่นใหม่ โครงการสปก. จากมนุษย์เงินเดือน-ไร้เงินเก็บ ผลิกผันพึ่งพิงธรรมชาติบนผืนดิน 2 ไร่ สร้างรายได้ 2 หมื่นบาทต่อเดือน ตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง
เหลือ 99 ชิ้น
  • หมวดหมู่ : ทิปเกษตร
  • รหัสสินค้า : 000270

รายละเอียดสินค้า เปิดใจ ‘มนุษย์เงินเดือน’ พลิกชีวิตเป็น ‘เกษตรกรรุ่นใหม่’

Loading...

 


 

 

เปิดใจ‘มนุษย์เงินเดือน’ พลิกชีวิตเป็น‘เกษตรกรรุ่นใหม่’

เปิดชีวิตเกษตรกรรุ่นใหม่โครงการสปก. จากมนุษย์เงินเดือน-ไร้เงินเก็บผลิกผันพึ่งพิงธรรมชาติบนผืนดิน2 ไร่สร้างรายได้2 หมื่นบาทต่อเดือนตามรอย
เศรษฐกิจพอเพียง

เปิดปูม‘เกษตรกรรุ่นใหม่’ จากพนง.บริษัท-คนว่างงานสู่ฐานภาคเกษตร

“ผมไม่เคยทำเกษตรมาก่อนและคิดว่าอาชีพเกษตรกรไม่น่าทำเพราะส่วนใหญ่ยากจนเป็นหนี้สินเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทำยังไงก็ไม่พอกินพออยู่เลยคิดว่าไม่น่าจะยึดเป็นอาชีพหลักที่มั่นคงได้แม้ว่าพี่น้องจะเป็นเกษตรกรกันหมด” ‘ชัยชนะสืบสิงห์’ อดีตมนุษย์เงินเดือนผู้ใช้ชีวิตทำงานในบริษัทและโรงงานมามากกว่า10 ปีวันนี้เขาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพเล่าย้อนความหลัง

4 ปีก่อน‘ชัยชนะ’ อยู่ในสถานะคนว่างงานเพราะบริษัทขาดสภาพคล่องเขากลับไปอยู่บ้านกับพี่ชายที่จ.กาฬสินธุ์และได้รับจดหมายประชาสัมพันธ์ให้สมัครเข้าร่วม‘โครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่’ จากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือสปก. ‘ชัยชนะ’ ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการทันทีที่แม้ไม่เคยเชื่อว่าอาชีพเกษตรกรจะสร้างอนาคตให้เขาได้เหตุผลหลักที่จูงใจคือผู้ผ่านการอบรมในโครงการจะได้รับการจัดสรรที่ดินฟรี

“ตอนนั้นคิดว่าเราทำงานมาสิบกว่าปีเงินเดือนเดือนละสองหมื่นก็เคยได้แต่ก็ไม่เคยมีเงินเก็บพอที่จะซื้อที่ดินเป็นของตัวเองได้พอโครงการนี้บอกว่าจะให้ที่ดินฟรีเลยเข้าอบรม” เกษตรกรรุ่นใหม่รุ่นที่1 จากศูนย์อบรมวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมากล่าว

ปลายปี55 ‘จินตนาผลศิริ’ พนักงานบริษัทบัญชีประสบการณ์12 ปีวัย36 ตัดสินใจลาออกจากงานเพราะเบื่อหน่ายสถานะมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีเวลาให้ครอบครัวและไม่มีเงินเก็บเธออ่านนิตยสารฉบับหนึ่งและเจอเรื่องราวของ‘ชัยชนะสืบสิงห์’ เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกผักปลอดสารพิษขายและมีความสุขในการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ‘จินตนา’ ตัดสินใจเดินทางไป‘นิคมเศรษฐกิจพอเพียงวังน้ำเขียว’ จ.นครราชสีมาเพื่อขอคำแนะนำการทำเกษตรจาก‘พี่ชัยชนะ’ และนั่นเป็นแรงบันดาลใจให้เธอไปที่สปก.นครราชสีมาและสมัครเข้าร่วมอบรมเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่รุ่นที่7 ทันที

กลางเดือนมีนาคม56 ‘จินตนา’ ผู้ซึ่งไม่เคยจับจอบขุดดินทำเกษตรมาก่อนผ่านการอบรมหลักสูตรพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่จากวิทยาลัยเกษตรฯนครราชสีมาเวลานี้เธอกลายเป็นเกษตรกรเต็มตัวบนพื้นที่2 ไร่ครึ่งที่วังน้ำเขียวซึ่งสปก.จัดสรรที่ดินให้โดยรวมกลุ่มปลูกผักสลัดปลอดสารพิษซึ่งขายได้ราคาดีร่วมกับเพื่อนในรุ่นและมีรายได้ขั้นต่ำเดือนละ20,000 บาท

โรงเรียน(สร้าง)เกษตรกรสอนสาวโรงงาน-ทนาย-นักธุรกิจใช้จอบพรวนดิน!
“ในวิทยาลัยฯเขาสอนตั้งแต่การใช้จอบเปรียบเหมือนการเริ่มต้นจากชีวิตที่ไม่มีอะไรมีแต่จอบด้ามเดียวไว้ถางหญ้าพรวนดินเราได้เรียนวิธีปลูกผักทำปุ๋ยชีวภาพปุ๋ยอินทรีย์เพาะเห็ดทำเห็ดหยองทำน้ำสลัด.... คนที่ไม่เคยทำเกษตรก็ได้ฝึกทำจนเป็น” อดีตพนักงานบัญชีเล่าถึงความรู้ที่ได้รับจากการอบรมเชิงปฏิบัติในวิทยาลัยเกษตรฯเป็นเวลา2 เดือนเธอเล่าว่าผู้เข้ามาร่วมอบรมในรุ่นที่7 จำนวน15 คนที่จ.นครราชสีมามีทั้งพนักงานบริษัททนายความคนทำธุรกิจส่วนตัวและเกษตรกรที่ต้องการมาหาความรู้เพิ่มเติม

‘สุกัญญาใจฟั้น’ อาจารย์วิทยาลัยเกษตรฯนครราชสีมาผู้มีส่วนปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ตั้งแต่รุ่นแรกถึงรุ่นปัจจุบันกล่าวว่าผู้เข้าร่วมอบรมในรุ่นแรกส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่มีความรู้ไม่มากเนื่องจากโครงการยังไม่จำกัดวุฒิการศึกษาขั้นต่ำม.6 โดยรุ่นหลังๆมานี้เมื่อมีการจำกัดคุณสมบัติผู้เข้าอบรมการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จึงเปลี่ยนไปเป็นพนักงานบริษัท-โรงงานที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพและมีความตั้งใจจริงที่จะเป็นเกษตรกร

“การอบรมเกษตรกรในรุ่นแรกๆเรารับหมดทุกคนไม่จำกัดคุณสมบัติแต่ปรากฏว่าบางคนเขียนหนังสือไม่ได้อ่านไม่ออกทำให้เขียนแผนอาชีพหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนไม่ได้จึงต้องมีการจำกัดคุณสมบัติผู้เข้าร่วมอบรมซึ่งทำให้เราสามารถสอนเขาได้ลึกมากขึ้นสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่รู้จักวิเคราะห์วางแผนนำความรู้ที่ได้ไปใช้ต่อได้จริง”

“เราสอนตั้งแต่การใส่ด้ามจอบการเรียนรู้ระบบน้ำเริ่มตั้งแต่การใช้บัวรดน้ำพัฒนาเป็นการใช้น้ำหยดสติงเกอร์ให้เขารู้จักการบริหารน้ำพอเวลาลงพื้นที่จริงถ้าน้ำมากหรือน้ำแล้งก็จะสามารถนำทักษะการจัดการน้ำที่เรียนรู้มาไปปรับใช้ได้” ‘อ.สุกัญญา’ กล่าว

และด้วยกระบวนการสอนที่เน้นให้เกษตรกรยุคใหม่รู้จักคิดวิเคราะห์เข้าใจปัญหาแก้ไขได้และมองโอกาสทางการตลาดให้เป็นระหว่างเรียนนักเรียนรุ่น7 ของ‘อ.สุกัญญา’ ได้ร่วมกลุ่มกันลงหุ้นปลูกผักสลัดขายจนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำแม้ยังไม่ผ่านการอบรม

“ช่วงเรียนเรา15 ลงหุ้นช่วยกันทำสลัดผักปลอดสารพิษที่ปลูกกันเองไปขายที่ตลาดสีคิ้วได้เงินวันละ3,000-4,000 บาทน้ำสลัดก็ทำกันเองประยุกต์จากที่อาจารย์สอนตอนนี้เรียนจบพอทุกคนลงแปลงที่วังน้ำเขียวก็ยังรวมกลุ่มกันทำสลัดผักไปขายที่ตลาดโรงพยาบาลรามาฯ” ‘จินตนา’ กล่าว

กำไรของคนปลูกผักบนพื้นที่เพียง2 ไร่- ร่ำรวยเงินไม่เท่าร่ำรวยมีกิน
เวลานี้‘จินตนา’ เกษตรกรรุ่นใหม่ที่พึ่งจบมามาดๆย้ายตัวเองและครอบครัวจากจ.สมุทรปราการมาตั้งรกรากในนิคมเศรษฐกิจพอเพียงอ.วังน้ำเขียวบนที่ดิน2.5 ไร่ที่สปก.จัดสรรให้(โดยสปก.เปิดโอกาสให้ผู้ผ่านการอบรมสามารถเลือกทำประโยชน์บนที่ดินของสปก.ได้ทั่วประเทศ) เช่นเดียวกับ‘ชัยชนะ’ เกษตรกรรุ่นใหม่รุ่นแรกที่อยู่ที่นี่มากว่า3 ปีและจะใช้พื้นที่เพียง2.5 ไร่นี้ทำกินอย่างพอเพียงแต่มีผลกำไรไปตลอดชีวิต

‘เกษตรแบบผสมผสาน’ ตามปรัชญาพระเจ้าอยู่หัวไม่ใช่เรื่องใหม่แต่‘ชัยชนะ’กล่าวว่านั่นคือหัวใจที่ทำให้การทำเกษตรบนพื้นที่เพียง2 ไร่ได้ผลและได้กำไรดี“ ในพื้นที่2 ไร่กว่าแบ่ง1 ไร่เป็นเขตที่อยู่อาศัยปลูกผักสวนครัวปลูกไม้ผลเลี้ยงสัตว์ปลาไก่ไว้กินเองส่วนอีก1 ไร่แบ่งไว้ปลูกผักขายถึงจะปลูกผักแค่1 ไร่แต่ถ้าไม่ใช้สารเคมีใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต้นทุนก็ต่ำรายได้เฉลี่ยเลยไม่ต่ำกว่าเดือนละ15,000 บาท

นอกจากนี้ผักที่เหลือจากการขายที่ใบไม่สวยก็ยังเอาไปให้ไก่ให้ปลากินได้เราก็กินเองด้วยเกิดวงจรการหมุนเวียนทำให้เรามีอาหารกินโดยไม่ต้องไปซื้อหาผมว่าการอยู่อย่างพอกินพึ่งตัวเองได้มันเกินกว่าความสุขและมากมายกว่าการตีค่าเป็นตัวเงินเดือน”

เมื่อถามว่าเหตุใดเกษตรกรส่วนใหญ่แม้มีที่ทำกินหลายสิบไร่แต่ก็ยังมีปัญหาหนี้สิน‘ชัยชนะ’ มองว่าเป็นเพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดการวิเคราะห์วางแผน“บางคนมีพื้นที่50 ไร่ใครปลูกอะไรใกล้ๆก็ทำตามเขาหมดเช่นปลูกแต่ข้าวโพดตามเขาโดยไม่ได้วางแผนพอปลูกตามๆกันหวังพึ่งพืชชนิดเดียวที่ต้องอาศัยภูมิอากาศเป็นตัวกำหนดบางทีผลผลิตต่อไร่ก็ต่ำหรือถ้าฝนแล้ง
ราคาตกมาหน่อยเขาก็เจ๊ง


 



การมีพื้นที่เกษตรไม่มากสำหรับเขาคือการบังคับให้ต้องรู้จักคิดวางแผนการเพาะปลูกและบริหารจัดการทุกอย่างในแปลงไปในตัวมากยิ่งขึ้นโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสำคัญนอกจากนี้เขายังอาศัยการรวมกลุ่มกับเพื่อนๆในพื้นที่ปลูกผักขายสู่ตลาดในลักษณะของการทำงานเป็นทีมซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรวังน้ำเขียวไม่ยากจน“ เราไม่ได้มองเฉพาะสองไร่ครึ่งของตัวเองแต่เรามองภาพใหญ่ในพื้นที่เพราะทุกคนช่วยกันทำ2 ไร่ครึ่งของตัวเองให้ดีที่สุดพอรวมกันหลายคนก็หลายร้อยไร่ดังนั้นก็เหมือนว่าเราทำเกษตรแปลงใหญ่ที่สามารถต่อรองกับตลาดได้เช่นกัน”

เช่นเดียวกับ‘จินตนา’ เธอและเพื่อนร่วมรุ่น‘ทำเกษตรแบบหมู่คณะ’ พื้นที่2 ไร่ครึ่งของเธอคือส่วนหนึ่งของพื้นที่กว่า30 ไร่ที่ร่วมกับเพื่อนปลูกผักสลัดออแกนิกขาย“ในแต่ละครอป(รอบการผลิต) เพื่อนๆรวมกัน12 คนจะแบ่งกันปลูกผักสลัดคนละ1-2ชนิดในแปลงของตัวเองรวมแล้วให้ได้7 ชนิดที่ไว้ขายรวมเป็นสลัดผักทำให้กลุ่มเรามีผักสลัดทุกชนิดขายได้ทุกฤดูกาลในช่วงเดียวกันการรวมกลุ่มจึงเป็นเรื่องสำคัญมากถ้าต่างคนต่างทำพื้นที่แค่2 ไร่ก็อาจไม่พอขายได้อย่างบางทีเรา2 คนมาขายสลัดที่กรุงเทพฯก็มีเพื่อนที่เหลืออีก10 คนคอยดูแลสวนผักและส่งผลผลิตมาให้ขาย”

เปิดผลสำเร็จโครงการฯเปลี่ยนความคิดคนยุคใหม่พึ่งตนผลิตอาหารรับวิกฤต
‘หลักสูตรการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่สำหรับบุคคลทั่วไปโครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกร’ เป็นโครงการในความร่วมมือของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม( สปก.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) เพื่อสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถด้านการเกษตรและเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างครบวงจรซึ่งสอดรับกับนโยบายการสร้าง‘เกษตรกรปราดเปรื่อง’ หรือสมาร์ทฟาร์เมอร์ของกระทรวงเกษตรฯเวลานี้

ข้อมูลของสอศ.ระบุว่าผู้เข้าร่วมการอบรมรุ่นที่1 – 6 ตั้งแต่ปี2552 – 2555 ในวิทยาลัยเกษตรฯทั้ง16 แห่งทั่วประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น891 รายโดยมีผู้ผ่านการอบรมที่เข้าสู่ภาคเกษตรและทำประโยชน์ที่พื้นที่ของสปก. จำนวน633 คนคิดเป็นร้อยละ71.04

ตัวเลขเหล่านี้แม้จะช่วยยืนยันความสำเร็จของรัฐบาลในการผลิตสร้างแรงงานภาคเกษตรรุ่นใหม่ให้รักในอาชีพสำคัญของชาติมากขึ้นแต่หากดูโดยภาพรวมการส่งเสริมประชาชนให้ผันเข้าสู่ภาคเกษตรได้เพียงหลักร้อยอาจไม่ทันและสวนทางต่อการเร่งผลักดันนโยบายความมั่นคงด้านอาหารหรือครัวไทยสู่ครัวโลกของรัฐบาลที่ต้องอาศัยแรงงานภาคเกษตรเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ดีหากไม่คิดถึงการเร่งผลักดันนโยบายของรัฐบาลและมองเพียงประโยชน์ที่เกษตรกรยุคใหม่ได้รับจากการเข้าร่วมอบรมในโครงการนี้ก็นับว่าโครงการฯประสบความสำเร็จล้นหลามที่สามารถเปลี่ยนความคิดและวิถีชีวิตหลายคนให้หันมาพึ่งพาตนจากสิ่งที่ธรรมชาติให้มาได้ดังที่‘ชัยชนะ’ กล่าวทิ้งท้ายว่า“วันนี้ผมมองอาชีพเกษตรกรเปลี่ยนไปจากเดิมมากมันกลายเป็นอาชีพที่ดีและมั่นคงที่สุดในโลกถ้าเราสามารถผลิตอาหารกินเองได้เราก็อยู่รอดได้ที่อื่นจะเกิดวิกฤตอะไรเราก็ไม่เดือดร้อนต่างจากบางคนที่มีแต่เงินเมื่อเกิดวิกฤตอะไรสุดท้ายเงินก็กินไม่ได้อยู่ดี”

เพียงไม่กี่เดือนของคอร์สการอบรมในวิทยาลัยเกษตรฯทำให้2 มนุษย์เงินเดือนอย่าง‘ชัยชนะ’ และ‘จินตนา’ แม้ต้องพลิกชีวิตสู่ดินแต่มีความสุขภูมิใจและรักในอาชีพเกษตรกรมากขึ้น...วันนี้หากใครสนใจวิถีเกษตรแม้ไม่ต้องการเปลี่ยนอาชีพแต่เพียงใฝ่ศึกษาเรียนรู้ซึ่งอาจนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า...ติดต่อได้ที่สปก.จังหวัดทั่วประเทศ

ขอบคุณสำนักข่าวอิศรา

ชมรมส่งเสริมเกษตรชีวภาพ http://www.kokomax.com/